แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัฐธรรมนูญ แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ปลายทางของรัฐธรรมนูญให้ดูประชาชน
เมื่อวันที่ 7 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ตอนหนึ่งว่า การทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานของรัฐ ต้องทำงานหนักขึ้น เพราะต้องร่วมมือกันบูรณะประเทศ ขอให้ทุกคนจดจำไว้ว่า เราเสียกรุงมาแล้ว 2 ครั้ง เพราะขาดความสามัคคีของคนในชาติ วันนี้ถ้าเรายังขัดแย้งกันอยู่ ไม่มีการปรองดอง ประเทศก็จะเหมือนคนป่วย ไม่มีภูมิคุ้มกันจากภัยคุกคาม
ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเตือนสติ และชี้แนะเทคนิคการทำงานร่วมกัน ว่า “รู้ รัก สามัคคี” "รู้" คือ มีความรู้ความเข้าใจในงานที่จะต้องทำ, "รัก" คือ การมีความรัก ในงานที่จะต้องทำนั้น และ “สามัคคี” คือ การร่วมกันทำงานด้วยความจริงใจ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ขอให้ทุกคนยึดถือเป็นแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน
ในส่วนของ ราคาพลังงานขึ้น แล้วมีกระแสข่าวการปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นตามนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า
งานที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปในช่วงที่ผ่านมา ตอนหนึ่งถึงการปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี กิโลกรัมละ 50 สตางค์ในเดือนนี้ ว่าปรับขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป พยายามให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด
ซึ่งได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์จัดเตรียมมาตรการดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และขอความร่วมมือประชาชนโดยเฉพาะการขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าขึ้นราคามากจนเกินไป อ้างเหตุผลการขึ้นราคาพลังงานแล้วไปบวก 5-6 บาท 10 บาท ถ้าใครฉวยโอกาสก็ต้องลงโทษ คนกลางอย่าเอาเปรียบคนอื่นมากไป ยอมเสียสละกำไรลงบ้าง
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงความจำเป็นในการสำรวจแหล่งพลังงาน โดยระบุด้วยว่า ใครที่ไม่เห็นด้วยก็ขอให้มาลงชื่อไว้ และหากต่อไปในอนาคตมีปัญหา คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบด้วย
สำหรับเรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จากข้อสังเกตส่วนตัวเห็นว่า รัฐธรรมนูญหลายฉบับที่ผ่านมา จะร่างขึ้นด้วยเหตุผลหลัก เพื่อจะควบคุม กำกับดูแล หรือไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยเกินไป จึงได้พูดใน ครม.ว่า
ให้ดูว่า จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้ตรงไหน หากเรามีศูนย์กลางที่ประชาชน ก็จะคิดออกหมด ปลายทางของรัฐธรรมนูญให้ดูประชาชน ไม่ใช่ทำมาเพื่อจะให้มีการสู้กันอีกในวันข้างหน้า ทั้งนี้ ไม่อยากให้โต้แย้งกันในเนื้อหารัฐธรรมนูญ เพราะวันนี้ยังไม่เห็นสักบรรทัด กลับมีการมาคาดการณ์อย่างโน้นอย่างนี้
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า เข้าใจว่า ทุกคนมีแนวคิดที่ดีในการจัดทำรัฐธรรมนูญ แต่ กมธ.ยกร่างฯ จะเล่นการเมืองไม่ได้อีก 2 ปี จึงเป็นสาเหตุที่ไม่เข้ามา กลับไปพูดข้างนอก ตนไม่ปิดกั้นใครอยากให้เข้ามาทุกฝ่าย แต่มันมีประเด็นห้ามเล่นการเมือง 2 ปี
ส่วนเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ หลายคนเป็นห่วงว่าจะทำได้หรือไม่ นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯอังกฤษ เคยกล่าวไว้ว่า การปรองดองจะเกิดได้เมื่อ
1. สังคมรู้สึกอยากแบ่งปันมากกว่าแบ่งแยก
2. สังคมจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่พูดถึงการปรองดอง ยอมรับความแตกต่าง
3. เราไม่สามารถลบล้างความอยุติธรรมได้ แต่สามารถตั้งกรอบการทำงานที่ทุกคนเห็นว่ายุติธรรมได้
4. การปรองดองต้องมาจากประชาธิปไตย ที่ทุกภาคส่วนในสังคมได้รับความเท่าเทียม
5. การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ เมื่อรัฐบาลมีประสิทธิภาพทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี โปร่งใสตรวจสอบได้
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวอีกว่า เราต้องทำให้เกิดความสมานฉันท์อย่างยั่งยืน แต่ไม่ใช่เอาเรื่องคดีความมาปะปน ให้กฎหมายทำงานไป ปรองดองก็ต้องเดินต่อ ตอนนี้เอาเรื่องกฎหมาย ความผิดความถูก ตีกันอยู่ในการบริหารราชการแผ่นดิน คนผิดก็ไปสู้คดี ตามกฎหมาย แต่ถ้าทะเลาะกันเรื่องความผิด แล้วบอกว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มไหน รัฐบาลก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว คนไม่มีอะไรกินก็ช่างเขาหรือไง ผมไม่เข้าใจ ผมถามท่านก็แล้วกัน
ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้กล่าวถึง กำลังใจจากประชาชน และการโจมตีในโซเชียลมีเดียว่า ขณะนี้ก็มีกำลังใจทำงานจากพ่อแม่พี่น้องที่ให้มา ก็ทำเต็มที่ เพราะว่าเป็นอนาคตของประเทศชาติ ก็ให้กำลังใจรัฐบาลและรัฐมนตรีทุกคนด้วย
ส่วนที่มีการโจมตีในโซเชียลมีเดียนั้น ตนเห็นหมด ก็มีการตรวจสอบอยู่ ใครผิดใครถูกก็ขอให้แจ้งมา แต่อย่ามาเขียนให้ใครเสียหาย มีอะไรขอให้บอกตนมา ส่งรายละเอียดมาให้ชัดเจน แล้วจะไต่สวน ดำเนินคดีให้ การจะเขียนโซเชี่ยลมีเดียแบบนี้ไม่ได้ ต้องให้เกียรติซึ่งกันละกัน
.....................................
http://www.msn.com/th-th/news/other/บิ๊กตู่ย้ำคนไทยรู้รักสามัคคีเพื่อส่วนรวม/ar-AA70Lkk
วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ประชาธิปไตยมาก่อน..รัฐธรรมนูญมาทีหลัง
ความคิดเห็นที่หน้าสนใจของ คุณราเมศ สรพล
.................................................................
การแก้ปัญหาชาติคือ..."สร้างประชาธิปไตยลงในการปกครองประเทศ...เมื่อสร้างเสร็จด้วยการใช้นโยบายเป็นเครื่องมือแล้ว...จึงร่างรัฐธรรมนูญสะท้อนประชาธิปไตยที่สร้างเสร็จแล้วนั้นเพื่อรักษาประชาธิปไตยนั้นไว้ในรัฐธรรมนูญต่อไปตามกฎเกณฑ์...คือสร้างประชาธิปไตยนโยบาย...แล้วจึงใช้รัฐธรรมนูญมารักษาประชาธิปไตยไว้ต่อไป....แต่...
....ประเทศไทยทำผิดมาตลอด 82 ปี ตั้งแต่คณะราษฎรทำรัฐประหารยึดอำนาจ ร.7 คือ...
..."เอารัฐธรรมนูญมาเป็นเครื่องมือในการสร้างประชาธิปไตย"...กล่าวคือ..."อยากได้ประชาธิปไตยอย่างไรก็เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญ..แล้วประกาศใช้...ก็คิดว่าจะได้ประชาธิปไตย"...ก็จะได้แต่.."ประชาธิปไตยในแผ่นกระดาษ"...แต่ในแผ่นดินกลับมีแต่ระบอบเผด็จการรัฐสภา(เผด็จการพลเรือน)..และ/หรือระบอบเผด็จการรัฐประหาร(เผด็จการทหาร) เมื่อมีแต่ประชาธิปไตยในแผ่นกระดาษ(รัฐธรรมนูญ)...แต่ในแผ่นดินมีการระบอบเผด็จการ...จึงเกิดการต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่าง.."ประชาธิปไตยในแผ่นกระดาษ...กับ...เผด็จการในแผ่นดิน"...ในที่สุดแผ่นกระดาษพ่ายแพ้ต่อแผ่นดิน(ประชาธิปไตยพ่ายแพ้ต่อเผด็จการ)...ก็เปิดปรากฏการณ์..."ฉีกรัฐธรรมนูญ"...ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วจึงร่างกันใหม่อีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จึงทำให้ประเทศไทย.."ร่ำรวยรัฐธรรมนูญที่สุดในโลกถึง ๑๙ ฉบับ และกำลังจะให้สภาปฏิรูปแห่งชาติร่างฉบับที่ ๒๐ ขึ้นอีกในอีกไม่กี่เดือนนี้....แต่กลับยากจนประชาธิปไตยที่สุดโลกไม่มีสักระบอบ..มีแต่ระบอบเผด็จการ ทั้งระบอบเผด็จการรัฐสภา และระบอบเผด็จการทหาร สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนนับเป็น ๒๐ ถึง ๓๐ ระบอบ(เผด็จการ)"
การใช้เครื่องมือผิดประเภท...ย่อมทำให้สร้างอะไรไม่ได้ หรือแก้ไขอะไรไม่สำเร็จ...นั้นคือ...
- ประชาธิปไตย..เขาสร้างด้วย.."นโยบาย"(Policy)
- ประชาธิปไตย..เขารักษาด้วย.."กฎหมายรัฐธรรมนูญ"(Principle Law)
...กล่าวคือ...ประชาธิปไตยมาก่อน..รัฐธรรมนูญมาทีหลัง เหมือนกับพระพุทธเจ้า..ต้องกำหนดให้มี.."พระธรรมก่อน"...แล้วจึงมี.."ศีลมีวินัย"..ไว้เพื่อรักษาพระธรรมต่อไป (ในมรรคมีองค์ ๘...จึงเริ่มต้นด้วยส่วนของปัญญาก่อนคือ.."ความเห็นถูก(สัมมาทิฎฐิ)และความคิดถูก(สัมมาทิฎฐิ)"...แล้วจึงไปสู่ของศีลคือ.."พูดถูก..ทำถูก..เลี้ยงชีพถูก"...นั่นเอง
...หรือ..จะต้องมีการจุติในครรภ์มารดาก่อน..มีการเกิดเติบโตในครรภ์มารดา ๙ เดือน(ตอนนี้กฎหมายยังไม่รับรอง)...เมื่อคลอดออกมาแล้วอยู่รอด...กฎหมายจึงออกมารับรองว่าเป็นคนเพื่อคุ้มครองรักษาไว้ต่อไป...แต่ถ้าเราออกกฎหมายสร้างให้เกิดเช่นจะต้องมีอย่างนั้นอย่างนี้ น้ำหนักต้องหนักเท่านั้นเท่านี้ ขาแขนต้องใหญ่ยาวเท่านั้นเท่านี้ หน้าตาผิดพรรณต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องเป็นเพศนั้นเพศนี้....ฯลฯ...ก็จะทำให้เกิดไม่ได้เลย...เพราะไม่ถูกต้องตรงตามที่กฎหมายกำหนดไว้.."ห้ามเกิด"..หรือเกิดไม่ได้ นั่นเอง
......................................................................
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
องค์การไม่แสวงหาผลกำไร (อังกฤษ: nonprofit organisation หรือย่อว่า NPO) เป็นชื่อเรียกองค์การที่มีจุดมุ่งหมายสนับสนุนกลุ่มที่มีความคิดเห็...

