แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อเมริกา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

นายดอน ปรมัตถ์วินัย ตอกกับ มะกัน


นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังเชิญ นายแพทริค เมอร์ฟี่มาพบที่กระทรวงการต่างประเทศว่า

"มีบางเรื่องที่ทางการไทยผิดหวังซึ่งเป็นเสียงสะท้อนของคนไทยที่รู้สึกเกิดบาดแผลในใจจากการมาเยือนดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องการที่นายรัสเซลไปบรรยายที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะช่วงท้ายที่พูด เป็นการพูดเรื่องการเมือง แทนที่จะใช้โอกาสนั้นพูดเรื่องที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ เพราะการพูดดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์จนตกเป็นข่าวที่ไม่ดีงามต่อภาพลักษณ์ประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมาก ถือเป็นการแทรกแซงการเมืองไทย"

อ่านเพิ่ม.....
http://politic.tnews.co.th/content/126604/

อเมริกา มาจุ้นจ้านกับไทยทำไม


เป็นข้อมูลที่หน้าสนใจ เอาไว้อ่านและคิดตามกันครับ......
............................
นายสนธิ ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญ นั่นคือเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดจากน้ำมัน โดยอธิบายว่าสาเหตุที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เคย ทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือขายหุ้นให้เทมาเส็ก และไปร่วมเจรจากับประเทศต่างๆ เป็นเรื่องพลังงานทั้งสิ้น

นายสนธิ กล่าวต่อว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรมีความหมายทางเศรษฐกิจเท่ากับน้ำมัน โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกที่ใช้น้ำมันในการพัฒนาอุตสาหกรรม ความกินดีอยู่ดีของคนตะวันตกจึงขึ้นกับการพึ่งพาแหล่งน้ำมัน ซึ่งอยู่ในตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศตะวันตกเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมืองในตะวันออกกลาง

โดยในปี 2499 นายกโมซาเด็กของอิหร่านที่รักชาติได้ยึดบ่อน้ำมันของบริษัทต่างชาติมาเป็นของอิหร่านแล้วจ่ายค่าชดเชยให้ สหรัฐอเมริกาและอังกฤษจึงหาทางล้มรัฐบาลนายโมซาเด็กแล้วให้ซีไอเอและสายลับเอ็มไอ6โค่นล้มนายโมซาเด็กลงแล้วให้พระเจ้าชาห์ขึ้นมาปกครองประเทศและคืนบ่อน้ำมันให้บริษัทต่างชาติตามเดิม

ส่วนที่ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันร้อยละ 50 ของตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันร้อยละ 70 ของทั้งโลก สหรัฐอเมริกาได้จับมือเซ็นสัญญาซื้อน้ำมันระยะยาว และรับประกันราคานำมันให้ โดยสัญญาสิ้นสุด ในปี 2539 โดยก่อนที่จะ สิ้นสุดสัญญานั้น บริษัทน้ำมันเช่น เชฟรอน เอสโซ เชลล์ ได้สำรวจแหล่งน้ำมันทั่วโลก ซึ่งทำให้รู้ว่ามีที่ไหนบ้าง แต่ยังไม่ขุด เพราะยังสามารถซื้อน้ำมันราคาถูกจากซาอุฯได้ จึงเก็บเป็นความลับเอาไว้

นายสนธิกล่าวต่อว่า บริษัทน้ำมันของต่างชาติ ได้ใช้ดาวเทียมสำรวจน้ำมัน ซึ่งเคยถ่ายภาพบริเวณอ่าวไทยและพบว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ด้วยนำมันที่ไม่น้อยกว่าซาอุดิอาระเบีย แต่เก็บเป็นความลับเอาไว้ เพราะเขาลงทุนเป็นพันเป็นหมื่นล้านในการสำรวจ ประกอบกับราคามันขณะนั้นยังไม่ขึ้น จนกระทั่งช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ที่น้ำมันขึ้นาคาจากบาร์เรลละ 40 เหรียญเป็น 100 กว่าเหรียญ แล้วตกไป 90 กว่า และจะไม่มีวันต่ำกว่า 80 เหรียญหลังจากนี้ เพราะอาหรับหันไปใช้ราคาทองคำเป็นตัวกำหนดราคา เป็นราคาที่ชาวอาหรับพอใจ ขณะที่บริษัทน้ำมันก็ไม่สนใจว่าผู้ใช้จะเดือดร้อนหรือไม่ รวมถึง ปตท.ที่ขายให้เอกชนไปแล้ว

นายสนธิ กล่าวต่อว่า บริษัทนำมันมีอิทธิพลสูงมากจนสามารถล้มรัฐบาลชาติไหนก็ได้ที่ไม่ตอบสนองเรื่องพลังงานให้เขา เรื่องนี้มีบทพิสูจน์ นายจอร์จ ดับเลิลยู บุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้เพราะอิทธิพลบริษัทน้ำมัน เมื่อขึ้นมาก็ส่งเสริมบริษัทนำมัน บินมาเอเชียก็เพื่อเจรจาเรื่องน้ำมัน

หลังปี 2539 เป็นต้นมาสหรัฐเริ่มเปิดลิ้นชักผลสำรวจแหล่งน้ำมัน ที่เก็บเป็นความลับ ซึ่งในแผนที่ลับจะชี้ว่าที่ใดมีน้ำมันบ้าง เป็นที่ทราบมานานสำหรับคนที่เรียนวิศวปิโตรเลียมว่า ... พื้นที่ใดที่มีแม่น้ำไหลลงทะเล ปากแม่น้ำจะมีน้ำมันมหาศาล ซึ่งไทย กัมพูชา และเวียดนาม มีแม่น้ำโขงไหลลงมา พื้นที่อ่าวไทยทั้งหมด จึงเป็น ขุมทรัพย์มหาศาลของน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งฝรั่งรู้มานานแล้ว แต่เก็บเป็นความลับเอาไว้ จนราคาน้ำมันขึ้นมา

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มสนใจน้ำมัน ปี 2547-2548 เพราะเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันกระโดดจาก 20 เป็น 30 เหรียญ นายโมฮัมเหม็ด อัลฟาเยด เจ้าของห้างแฮร์ร็อดได้บินมาไทย เพราะมีข้อมูลน้ำมันในอ่าวไทย แต่เป็นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เมื่อมาเจรจาขอสัมปทาน แต่จะต้องคุยทั้งไทยและกัมพูชาก่อน ถึงถอยฉากออกไป พร้อมกับทิ้งข้อมูลไว้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

ด้วยเหตุนี้ พ.ต.ท.ทักษิณจึงคิดที่จะขายชินคอร์ป เพื่อเอาเงินเทมาเส็กมา โดยส่วนหนึ่งจะเอามาลงหุ้น กฟผ.ที่จะแปรรูป ส่วนหนึ่งจะตั้งบริษัทขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย

ทั้งนี้ แหล่งน้ำมันในอ่าวไทยนั้น พื้นที่ที่อยู่ใกล้ฝั่งนั้นเป็นของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน แต่พื้นที่ตรงกลาง ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ จึงถือเป็นพื้นที่ทับซ้อน อย่างไรก็ตามในส่วนของเขมรนั้น เชฟรอน ได้เข้ามาขุดสำรวจ 4 หลุม พบว่ามีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 3 หลุม แสดงว่าในอ่าวไทยเต็มไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

เชฟรอนอ้างในรายงานว่า ในหลุมที่ขุดพบมีน้ำมันประมาณ 1 ล้านล้านบาร์เรล แต่เว็บไซต์ของผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันบอกว่า ตามธรรมดาแล้วบริษัทน้ำมัน ที่ไปรับสัมปทานในประเทศโลกที่ 3 จะโกหก โดยข้อเท็จริงจะมีกว่าที่บอกประมาณ 50-100 เท่า เพราะเขาไม่ต้องการให้รู้ว่ามีประมาณมากขนาดนั้น

“ วิธีการของมันที่ทำ คือ ส่วนที่ขุดออกมา มันก็ส่งออกและจ่ายค่าสัมปทาน แต่ส่วนหนึ่งมันก็ทำแบบที่ ปตท.ก็ทำอยู่ คือเอาเรือบรรทุกน้ำมันลักลอบมารับจากท่อขุดเจาะโดยตรง แล้วเอาไปขาย "

“อีกจุดที่มีน้ำมันเยอะ ถ้าลากเส้นจากจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี ตรงดิ่งเข้าไปในทะเลประมาณ 120 กิโลเมตรเป็นแหล่งนำมันมหาศาล ที่ยังไม่มีใครรู้ นี่ไง 3 จังหวัดภาคใต้จึงยังไม่สงบ เหมือนติมอร์ ที่แยกไปจากอินโดนีเซีย เพราะมันมีน้ำมัน กีษซธรรมชาติ แร่ดีบุก ทองคำ และพลาตินั่ม คนที่สนับสุนหิ้ตมอร์แยกตัวออกไปคือใคร คือ ออสเตรเลีย แล้วบริษัทที่ขุดเจาะน้ำมันในติมอร์ และผูกขาดทำเหมืองก็คือออสเตรเลียทั้งหมด เหมือนกับอาเจะห์แหล่งน้ำมันใหญ่ อีกแห่ง "

" การทำให้ 3 จังหวัดภาคใต้วุ่นวายตลอด เป็นความพยายามให้ 3 จังหวัดประกาศตนเป็นอิสระ โดยมีบริษัทน้ำมันสนับสนุน เพื่อพวกมันจะได้เข้าไปฮุบผลประโยชน์ ที่ 3 จังหวัดมีสิทธิ ตามระยะเข็มไมล์ ตามกฎหมายทางทะเล ”

นายสนธิกล่าวต่อว่า ที่เราทะเลาะกับเขมร ตอนนี้มีตัวเล่นเพิ่มคือ จีน
ที่พัฒนาตัวเองในรอบ 15 ปีมานี้จนร่ำรวยและเติบโตมหาศาล แต่เริ่มเดินไม่ออก เพราะเริ่มขาดแคลนน้ำมัน จากเดิมที่มีบ่อน้ำมันที่ต้าชิงและส่งออก ตอนนี้ต้องนำเข้า ต้องค้าขายกับอิหร่านเพิ่ม และออกไปลงทุนทำบ่อน้ำมันในอาฟกานิสถาน ไปสนับสนุนรัฐบาลพม่า เพราะมีแหล่งก๊าซฯ

ส่วนที่ต้องมาเกี่ยวกับเขาพระวิหาร เพราะถ้าลากเส้นไป ก็จะกินพื้นที่เข้าไปในเขตทับซ้อน มีการสร้างถนนจาก สีหนุวิลล์ วิ่งไปทางเขาวิหาร และทะลุไปคุนหมิง ซึ่งไม่ใช่แค่เส้นทางรถวิ่ง แต่เป็นแนวท่อส่งน้ำมันไปให้จีน สหรัฐจึงเข้ามาขวาง เพราะกลัวจีนจะแผ่อิทธิพล ถึงขนาดลงไว้ในยุทธศาสตร์ความมั่นของสหรัฐฯว่า
"ศัตรูหมายเลขหนึ่งของเขาคือจีน"

ในที่สุดเขมรก็จะเป็นประเทศที่มีก๊าซธรรมชาติ มีแหล้งพลังงานเยอะ และกำลังให้บริษัทฝรั่งมาตรวจสอบแหล้งก๊าซฯ และน้ำมันที่มีอยู่ในทะเลสาบ ที่เขมรจับปลามาทำปลากรอบ นั่นคือแหล่งก๊าซและน้ำมัน

แต่ไม่ต้องห่วง เขมรจะมีน้ำมันมากแค่ไหน ก็จะเหมือนไนจีเรีย ซึ่งในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา เจอน้ำมันแต่ให้ต่างชาติรับประโยชน์ไป 600,000 ล้านเหรียญ ขณะนี้คนไนจีเรียกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ยังยากจนถึงขั้นไม่มีข้าวกิน

“เขมรก็จะเป็นแบบนั้น เพราะมันมีรัฐบาลและนายกฯ ที่ชาติชั่ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเขมร มันเป็นประเทศถูกสาบ ไม่ถูกสาบได้ไง ขนาดพระสังฆราชยังเล่นของ แล้วจะเจริญได้อย่างไร เราไม่ต้องไปกลัว แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า ... การเมืองระหว่างประเทศกำลังมีบทบาทในไทยเรื่องน้ำมัน เมื่อสหรัฐ จีนเข้ามา ฝรั่งเศส ก็เข้ามา ญี่ปุ่นก็เข้ามา กรรมการที่จะมาดูแลพื้นที่เขาพระวิหารที่เป็นมรดกโลก ก็คือ 6 ประเทศที่อยากได้นำมัน”นายสนธิกล่าว

นายสนธิ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เขมรได้อนุญาตให้เชฟรอนตั้งแท่นขุดเจาะบนพื้นที่ทับซ้อนกับไทยแล้ว โดยที่เราไม่ได้คัดค้านเลย ต่างจากจีนที่มีพื้นที่ทับซ้อนกับเวียดนาม แล้วจู่ๆ เวียดนามก็ให้เชฟรอนรับสัมปทาน จีนจึงแจ้งไปว่าพื้นที่นี้เป็นของจีน ถ้าเชฟรอนตั้งแท่นเมื่อไหร่จะส่งเรือไปถล่มทันที เชฟรอนรีบถอยเลย

“ถ้าเรามีรัฐบาลที่รักชาติ มีทหารที่ไม่ห่วงแค่ยศแค่ตำแหน่งกับงบประมาณซื้ออาวุธ ถ้ามันห่วงทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทย มันต้องขยับแล้ว ต้องแจ้งเชฟรอน ว่าตรงที่แท่นคุณไปตั้ง..มันของผม ถึงเขมรบอกเป็นของเขาก็ตาม เมื่อไหร่ที่คุณลงเสา ผมเอาปืนยิงเลย แต่มันทำไหม ? มันไม่ทำ เพราะมันเป็นรัฐบาลขายชาติ

นี่ไง เรามาสู้เพื่ออะไร เข้าใจหรือยัง ทรัพยากรนี้คือสินทรัพย์ของแผ่นดิน ที่เราต้องมาบริหารจัดการเพื่อคนไทย 64 ล้านคน ไม่ใช่เพื่อโคตรใครบางคนที่อยู่ลอนดอน และไม่ใช่เพื่อโคตรของคนตาเหล่ ”

นายสนธิ กล่าวต่อว่า การเมืองใหม่มีหมายความหลาย ๆ อย่างมากมาย มหาศาล ถ้าเราเอาเรือปืนเราไปไล่เชฟรอน ทั้งอเมริกา จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ก็ต้องถอย เพราะคิดว่าไทยเอาจริง และมาคุยกับไทยดีกว่า เมื่อมาคุยกับไทย เราก็ต้องมีเงื่อนไขว่าฮุนเซนจะไปซี้ซั้วให้ใครไมได้ ให้เมื่อไหร่ยิงเมื่อนั้น ฮุนเซนก็ต้องถามเราว่าจะเอายังไงบอกมา เราก็บอกให้เขียนแผนที่กันใหม่ ถ้าไม่ยอม เราก็ไม่ยอม เพราะคนไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวอยู่แล้ว เราทำมาหากิน เรารวยกว่าเขมรมาก

แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้นได้ เราต้องเอาบริษัทขายชาติมาเป็นของเรา นั่นคือ ปตท. ที่มันขายชาติ มันมีแผนที่ข้อมูลหมด ว่าที่ไหนมีน้ำมัน แต่เก็บไว้เอง แล้วทำมาหารับประทานกับบริษัทน้ำมันและก๊าซฯ ของฝรั่งต่างชาติ จนผู้บริหารร่ำรวย ซึ่งถ้ามีอำนาจจะยึคทรัพย์ผู้บริหาร ปตท.ทั้งหมด

“นายประเสริฐ บุญสมพันธ์ พูดอย่างภาคภูมิใจว่า ปตท.ร่ำรวย ยอดขายเท่านั้นเท่านี้ เป็นบริษัทอันดับหนึ่งของไทย แต่ทุกอย่างที่เอาไปแปรรูปนั้นล้วนแต่เป็นของชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ของคุณ ทุกอย่างเป็นของชาติ แม้แต่ท่อส่งก๊าซ ศาลปกครองก็ส่งให้เป็นของรัฐ แล้วคุณก็ไปบีบเพื่อให้ได้เช่าท่อก๊าซในราคาถูก ซึ่งถ้ามีการเมืองใหม่ เราไม่ยอมเด็ดขาด”

ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับน้ำมัน เราต้องมีการเมืองใหม่ที่เจรจาเป็น ไม่ใช่ การเมืองของนายกฯ เลขานายก ประธาน ปตท. หรือคนที่อยู่ลอนดอน แต่เป็นของคนไทย 64 ล้านคน เมื่อเป็นเช่นนั้นการเจรจาก็จะไม่ยาก ก็เพราะทุกอย่างเมื่อเจรจาเสร็จ ผลประโยชน์เข้ากระเป๋า 64 ล้านใบ แต่ถ้าเป็นการเมืองของบพวกเขาเอง ก็จะแบ่งผลประโยชน์ระหว่างพวกเขาไม่กี่คนกับบริษัทฝรั่ง เหลือเศษเนื้อติดกระดูก
ให้คนไทย

“ สำหรับผม การเมืองใหม่ที่ต้องมีคือ จะต้องรักษาสินทรัพย์ที่ผมเล่ามา ให้ตกเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ” นายสนธิย้ำ
..................................
http://www.oknation.net/blog/countonme/2008/09/22/entry-1

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000112028

http://democracyinthehouse.blogspot.com/

http://thailand-good-citizen.blogspot.com/

หรืออเมริกา จะโดนท่านประยุทธ์ใช้กฏ อัยการศึกด้วย


นายกฯ ยันไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก หลังผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ห่วงการเเสดงความคิดเห็นทางการเมืองในไทย

วันที่ 27 มกราคม 2558 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงความห่วงใยและแนะนำให้เลิกกฎอัยการศึก ว่า ถึงแม้ขณะนี้จะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่ประชาชนก็ยังมีสิทธิเสรีภาพ และได้ให้อิสระกับทุกฝ่าย หากยกเลิกแล้วเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายจะควบคุมอย่างไร พร้อมทั้งยืนยันว่าประชาธิปไตยไม่ได้ตายไปจากประเทศไทย

ขณะเดียวกัน พล.อ. ประยุทธ์ ได้ขอสื่ออย่าให้ความสนใจกรณีที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ หารือกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่า ในเรื่องคดีความต่าง ๆ ต้องยึดตามกฎหมายและตนไม่ได้มีการสั่งทาง สนช. ส่วนการแสดงความเห็นหรือการปลุกระดมต่าง ๆ ในโลกโซเชียลนั้น ทาง คสช. ได้ติดตามอยู่ รวมถึงการเดินทางไปต่างประเทศของบุคคลทางการเมืองก็ให้ทำเรื่องขออนุญาตมา

http://hilight.kapook.com/view/114876

เก็ดเล็กๆเพิ่มเติมครับ.....
....................................
พล.อ.ธนะศักดิ์ ย้อนถามกลับว่า ถ้าสถานการณ์บ้านเมืองของสหรัฐฯ เป็นแบบไทย มีปัจจัย ปัญหา และข้อจำกัดลักษณะนี้ทางสหรัฐฯจะทำเช่นไร หากไม่มีกฎหมายตัวนี้ โดยนายแดเนียล ไม่สามารถตอบได้ จึงระบุว่า จะขอกลับไปหาข้อมูลก่อน
.....................................

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

30 ปีโศกนาฏกรรม 'โภปาล' มรดกพิษจากสหรัฐ

30 ปีโศกนาฏกรรม'โภปาล'

ก๊าซที่รั่วไหลเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2527 จากบริษัทยูเนียน คาร์ไบด์ ซึ่งเป็นโรงงานของสหรัฐ ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติสารเคมีที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะอุบัติเหตุการรั่วไหลของก๊าซเมทิลไอโซไซยาไนด์จำนวนกว่า 40 ตัน ได้คร่าชีวิตชาวบ้านไปหลายพันคนในเมืองโภปาล ซึ่งอยู่ตอนกลางของอินเดีย อีกทั้งยังมีผู้คนอีกหลายล้านคนที่ได้รับผลกระทบ

ดังนั้นจึงขอนำบทความและข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีมาฝากกันครับ
.....................
จากช่วงหนึ่งของการประชุมวิชาการเพื่อเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชประจำปี 2555 ของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ได้กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น ตัวเลขของผู้ได้รับผลกระทบและมูลค่าความสูญเสียสูงมากจนน่าตกใจ เมื่อมองแบบไม่เฉพาะเพียงแต่สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในอาหาร ก็เห็นว่าทั่วโลกต่างก็ได้รับบทเรียนความสูญเสียจากสารเคมีซึ่งส่วนใหญ่เกิด จากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น ทั้งตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม จึงขอนำเสนอเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับผลกระทบสารเคมีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกเหนือไปจากการรายงานข้อมูลเชิงลึกของศูนย์ข่าว TCIJ
เมื่อค้นหาเหตุการณ์ที่มีผู้ได้รับผลกระทบจากเว็บไซต์ชื่อดัง ก็ได้เจอกับบทความของคุณเกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์ บรรณาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว เขียนเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2555 เรื่อง "เอเย่นต์ ออเร้นจ์ที่บ่อฝ้าย มรดกพิษจากสหรัฐฯ"

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2542 ในระหว่างการปรับพื้นที่เพื่อขยายทางรันเวย์ของสนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จู่ๆ รถแบ็กโฮก็ขุดกระทบถังบรรจุสารเคมีที่ฝังอยู่ใต้ดินลึก 1.5 เมตร จนเกิดการรั่วไหล ส่งกลิ่นฉุนคลุ้งกระจาย จนคนงานไม่สามารถทำงานต่อไปได้ และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเกิดความแตกตื่น เมื่อมีข่าวแพร่สะพัดว่า สารเคมีที่อยู่ในถังนั้นคือเอเย่นต์ ออเร้นจ์ (Agent Orange)
เอเย่นต์ ออเร้นจ์ เป็นสารพิษระดับตำนานที่ทหารอเมริกันใช้ในการศึกสมัยสมรภูมิรบที่สงคราม เวียดนามในช่วงปี 2504 – 2518 โดยใช้เครื่องบินฉีดพ่นป่ารกทึบให้ใบไม้ร่วง เพื่อทหารเวียดกงจะได้ปราศจากที่หลบซ่อน ฝนเหลืองไม่เพียงแต่ทำลายสภาพป่าในตอนนั้น ซึ่งธนาคารโลกเคยประเมินว่ากินบริเวณกว้างประมาณ 625,000 ไร่ ถึง 12,500,000 ไร่ แต่ยังส่งผลกระทบสุขภาพต่อคนเวียดนามใต้ตราบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะประชาชนที่เคยสัมผัสและบรรดาทหารผ่านศึก เนื่องจากเอเย่นต์ ออเร้นจ์มีส่วนประกอบของสารไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง มีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ และทำลายระบบประสาทส่วนกลาง อีกทั้งสารเคมีชนิดนี้ยังเป็นสารที่ย่อยสลายได้ยากในธรรมชาติ ทำให้สามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารเมื่อเกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
จากนั้นก็ขุดพบภาชนะเหล็กสภาพผุกร่อนขนาด 200 ลิตร ภายในว่างเปล่า 1 ถัง และถังบรรจุสารเคมีขนาด 15 ลิตร 5 ถัง มีข้อความและหมายเลขกำกับว่า “Delaware Barrel PAT NO 2842282, Tri-sure, American lange, NY” ซึ่งคำว่า Delaware (เดลาแวร์) นั้น เป็นชื่อเมืองหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ในตอนแรกหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุมมลพิษ กรมวิชาการเกษตร กรมการบินพาณิชย์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ต่างพากันออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เอเย่นต์ ออเร้นจ์ และตรวจไม่พบสารไดออกซิน
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนั้นมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสนามบินของทหารอากาศ รวมทั้งอดีตเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฝึกการบินเอง กลับยืนยันว่า สารที่พบโดยบังเอิญนี้ เป็นสารเคมีที่ทหารอเมริกันใช้ในการทำสงครามอย่างแน่นอน พร้อมกับทยอยนำข้อมูลและภาพถ่ายการทดลองใช้เมื่อปี 2506 มาแสดงแก่สื่อมวลชน
ท่ามกลางความเคลือบแคลงของสังคม บวกกับแรงกดดันขององค์กรพัฒนาเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ ตลอดจนสื่อมวลชนที่ขุดคุ้ยอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดโฆษกสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ออกมายอมรับกับสำนักข่าว เอพีว่า กองทัพสหรัฐฯ เคยเข้ามาปฏิบัติการทดลองในประเทศไทยที่บริเวณค่ายทหารธนรัชต์ อำเภอปราณบุรี ในช่วงปี 2507 – 2508 ภายใต้ชื่อ โครงการปฏิบัติการทดลองใบไม้ร่วงในประเทศไทย (Thailand Defoliation Program) นอกจากนี้ ในเอกสารที่สถานทูตสหรัฐฯ ส่งให้ประเทศไทยในเวลาต่อมา ยังระบุด้วยว่า นอกจากเอเย่นต์ ออเร้นจ์แล้ว ยังมีการทดลองสารเคมีตัวอื่นๆ ด้วย เพื่อเปรียบเทียบกับสารสีส้ม เช่น สารสีม่วง สารสีชมพู เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยังคงปฏิเสธว่าสารเคมีที่ขุดพบใช่เอเย่นต์ ออเร้นจ์
คุณเกื้อเมธาบอกว่า ภายหลังการออกมาเปิดเผยของทางสหรัฐฯ กรมควบคุมมลพิษได้ยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่มีเครื่องมือในการตรวจหาสารไดออก ซิน พร้อมกันนั้นได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างดินมาตรวจสอบอีกครั้ง โดยส่วนหนึ่งส่งไปตรวจสอบที่ห้องปฏิบัติการเอกชนของสหรัฐฯ และแคนาดา ผลการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการในต่างประเทศปรากฏชัดเจนว่า พบสารไดออกซินในตัวอย่างทั้งหมด โดยมี 1 ตัวอย่างที่ผลการตรวจมีค่าสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลถึง 50 เท่า ซึ่งมีค่าสูงถึง 2,002 พีพีที (ส่วนในพันส่วน)
ถึงแม้ความจริงจะปรากฏ แต่เรื่องราวหาได้จบลงง่ายๆ เพราะเมื่อกรมควบคุมมลพิษออกแบบหลุมฝังกลบเสร็จเรียบร้อย แต่ไม่ว่าพื้นที่ใดที่ถูกเลือกให้เป็นที่ฝังกากสารพิษ ก็ได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ทุกแห่ง แม้กระทั่งในบริเวณสนามบินบ่อฝ้ายเองก็ตาม ก็ได้รับการคัดค้านจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด จนในที่สุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในสมัยนั้น ต้องสั่งเดินหน้าการฝังกลบในพื้นที่ของสนามบินเอง หากทว่ากรมควบคุมมลพิษก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากในระหว่างนั้นกรมการบินพาณิชย์ได้ลักลอบนำดินปนเปื้อนไปทิ้งใน ที่ดินเอกชนโดยไม่ได้บอกกล่าวใครเสียก่อนแล้ว ต่อเมื่อเจ้าของที่ดินทราบเรื่องจึงไม่ยอมให้มีการขนดินกลับออกไป จนกว่าจะชดใช้ค่าเสียหาย 8 ล้านบาท สุดท้ายหน่วยงานรัฐต้องแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของที่ดินในข้อหาครอบครอง วัตถุอันตราย และใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 สั่งการให้เจ้าของที่ดินยินยอมนำดินปนเปื้อนออกมากำจัดด้วยการฝังกลบกากสาร พิษในบริเวณของสนามบินบ่อฝ้าย โดยเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษชี้แจงว่า จะมีการเก็บตัวอย่างดินบริเวณใกล้เคียงมาตรวจสอบปีละ 2 ครั้ง เป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี แล้วถ้าหากมีการรั่วซึม ก็จะแก้ปัญหาด้วยการรื้อขึ้นมาฝังกลบใหม่
เมื่อค้นหาต่อไปก็พบเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับสารเคมีอีกมากมาย จัดได้ว่าเป็นบทเรียนแก่คนไทยและชาวโลก ซึ่งขอนำเสนอในบางเหตุการณ์ เช่น

3 ธันวาคม 2527 แก๊สพิษรั่วจากโรงงานผลิตยาฆ่าแมลงที่อินเดีย

โรงงานนี้เป็นของยูเนี่ยน คาร์ไบด์ ซึ่งปัจจุบันรวมกิจการกับบริษัทดาว เคมิคัลแล้ว ตั้งอยู่ในเมืองโภปาลทางตอนกลางของอินเดีย หายนะภัยที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนเดียวคร่าชีวิตชาวเมืองนับถึงปัจจุบันได้ มากกว่า 20,000 คน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทุกเพศ ทุกวัยและอีกมากกว่า 150,000 คน เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้รอดชีวิต และเด็กๆ เป็นโรคร้ายอย่างมะเร็ง และวัณโรค เด็กเกิดใหม่พิการ หรือแม้แต่เป็นไข้เรื้อรัง ชาวเมืองอีกมากกว่า 20,000 คนยังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการผจญกับสารพิษตกค้างซึ่งถูกละเลยมานับตั้งแต่ เกิดโศกนาฏกรรมเมื่อ 20 ปีก่อน
จากหลักฐานการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของกรีนพีซ ในปี 2542, 2545 และ 2547 พบว่า สารเคมีเป็นพิษเหล่านั้นได้แก่ carbon tetrachloride และสารพิษตกค้างยาวนาน และโลหะหนัก เช่น ปรอท
ปัจจุบัน โภปาลยังเกี่ยวพันกับการดำเนินคดีที่ไม่สิ้นสุด แม้ว่าในส่วนของคดีแพ่งเกี่ยวกับการชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้เคราะห์ร้ายจะ จบลงไปหลายปีแล้ว แต่ศาลของอินเดียยังไม่ได้ตัดสินชี้ขาดคดีปัญหาที่เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมโภปาล อีกหลายเรื่อง และการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อนี้ก็กำลังส่อเค้าว่าจะสร้างปัญหาหนักอก ให้กับบริษัทดาว เคมิคอล ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโภปาลมาตั้งแต่แรกทั้งนี้บริษัทดาวเข้าซื้อ กิจการที่เหลืออยู่ของยูเนี่ยน คาร์ไบด์ เมื่อพ.ศ. 2545
แม้ว่ายูเนี่ยน คาร์ไบด์จะขายทิ้งหน่วยงานที่บริหารโรงงานโภปาลไปกว่าสิบปีก่อนที่ดาวจะเข้า ซื้อกิจการแล้วก็ตาม ชาวอินเดียจำนวนมากก็ยังปักใจเชื่อว่าในตอนนี้ดาวควรเป็นผู้รับผิดชอบเหตุ ร้ายในครั้งนั้น ถึงแม้ว่าดาวไม่เคยต้องจ่ายค่าเสียหายใดๆ แต่โภปาลกลับสร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์ขององค์กร ทำให้การดำเนินงานของบริษัทถูกเพ่งเล็งมากขึ้น คนบางส่วนทั้งในอินเดียและต่างประเทศก็เชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้วดาวอาจจะ ต้องช่วยกำจัดสารเคมีในพื้นที่ซึ่งสารพิษได้รั่วไหลลงสู่น้ำใต้ดินที่ชาว บ้านกว่า 25,000 ชีวิตใช้ในกิจวัตรประจำวัน
ในพ.ศ.2532 ยูเนี่ยน คาร์ไบด์ ตกลงยินยอมจ่ายเงินมูลค่า 470 ล้านเหรียญให้กับเหยื่อผู้เสียหาย โดยแบ่งเป็น 1,500 เหรียญต่อผู้เสียชีวิตหนึ่งรายและ 550 เหรียญสำหรับผู้ที่ได้รับสารพิษ แต่ในส่วนของการดำเนินคดีอาญากับยูเนี่ยน คาร์ไบด์ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายลงได้ง่ายๆ บริษัทถูกฟ้องร้องในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบจากสำนักงานใหญ่ของยูเนี่ยน คาร์ไบด์ไปปรากฏตัวที่ศาลเลยสักคน ดังนั้น ผู้พิพากษาจึงประกาศให้บริษัทและประธานบริหารบริษัทเป็นผู้ต้องหาหลบหนี กฎหมาย กลุ่มผู้เสียหายและนักกฎหมายบางรายแย้งว่าถ้าเป็นเช่นนั้นบริษัท ดาวก็อาจถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาให้ที่หลบภัยกับยูเนี่ยน คาร์ไบด์ที่ขณะนี้ถือว่าเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี

2 มีนาคม 2534 คลังเก็บสินค้าท่าเรือคลองเตยระเบิด

ที่มาของเหตุการณ์ดังกล่าวคือการปะทุของสารเคมีในคลังเก็บสินค้าอันตรายหมาย เลย 3 ของท่าเรือคลองเตย โดยพนักงานที่อยู่ประจำโกดังซึ่งเก็บสารเคมีหลากชนิดไว้รวมกันให้การว่า ต้นเพลิงเริ่มมาจากฟอสฟอรัสประมาณพันถุง ซึ่งวางซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ และในชั่วพริบตามันก็ลามไปถึงจุดเก็บถังแก๊สอันเป็นที่มาของเสียงระเบิด ก่อนที่เปลวไฟจะเคลื่อนตัวเข้าหาโกดังอื่นโดยรอบ รวมถึงชุมชนเกาะลาวบริเวณใกล้เคียงซึ่งมีผู้อยู่อาศัยกว่าร้อยหลังคาเรือน ใช้เวลาทั้งสิ้น 4 วันกว่าที่สารเคมีจะเผาไหม้หมด และอีกหลายวันกว่าที่กลิ่นของสารที่ไหม้ไฟจะจางหาย
แรงระเบิดและเปลวไฟทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 คน ทั้งบาดเจ็บอีกนับร้อย สารเคมีอันตรายหลากชนิดแฝงตัวเข้าไปในร่างกายของประชาชนในบริเวณโดยรอบ ชุมชนเกาะลาววอดวายจนสิ้นชื่อ ผู้คนกว่า 5,000 ชีวิตกลายเป็นคนไร้บ้าน
พวกเขาหลายคนอาจรอดตายจากเหตุการณ์ แต่สารพิษตกค้างก็ทำให้ต้องล้มป่วยลงในเวลาต่อมา ทั้งมีอีกเป็นจำนวนมากที่เสียชีวิตเพิ่มเติม โดยที่แพทย์ไม่อาจรับรองหรือวินิจฉัยได้โดยตรงถึงที่มาของอาการเหล่านั้น เพราะการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่สามารถระบุ ข้อมูลชนิดของสารเคมีในโกดังโดยละเอียดได้ ปัญหาที่ตามมาก็คือ เงินชดเชยที่ชาวบ้านควรจะได้จากการท่าเรือฯ กลับติดในเงื่อนไขและข้ออ้างว่า ความป่วยไข้ดังกล่าวอาจเป็นไปโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสารที่ถูกเผาไหม้ ทั้งยังมีการรายงานผ่านสื่อถึงภาพรวมว่า สุขภาพของชาวคลองเตยไร้ปัญหา “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง”
แม้จะไม่สามารถระบุได้ว่าสารเคมีจำนวนมากในโกดังเป็นชนิดใด นำเข้ามาจากไหน คนรับเป็นใคร หรือกระทั่งมีเจ้าของหรือไม่ ที่สุดแล้วกากของมันก็ถูกขนไปกับขบวนรถบรรทุกมุ่งหน้าสู่กาญจนบุรี โดยผู้เกี่ยวข้องชี้แจงว่าจะนำไปฝังในเขตทหาร ด้วยวิธีสร้างกำแพงคอนกรีตล้อมรอบสี่ด้านและปิดทับด้านบนอีกชั้น เพื่อป้องกันสารเคมีรั่วไหล สร้างความมั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตรายกับชาวบ้าน
อย่างไรก็ตาม ชาวกาญจนบุรีต่างไม่เชื่อในน้ำคำของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศในขณะนั้น จึงดำเนินการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสารพิษโดยรอบหลุมฝัง ซึ่งก็พบว่าเกินค่ามาตรฐาน จนนำมาซึ่งการขุดซากเคมีเหล่านั้นขึ้นมาใหม่ เพื่อฝังกลบด้วยวิธีที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งหวังว่าจะมีปริมาณการรั่วไหลของสารเคมีต่ำในอัตราที่ยอมรับได้
ในขณะที่ผู้คนในย่านคลองเตยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ต้องรวมตัวกันเรียกร้องเป็นเวลายาวนานถึงสิบกว่าปี กระทั่งมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน กรณีปัญหาผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมกรณีสารเคมีคลองเตยขึ้นมาเมื่อปี 2545 เพื่อทำงานประสานกันระหว่างภาครัฐกับชุมชนในการชดเชยความเสียหาย โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง จำนวน 140 คน คนละ 10,000 บาทต่อปี เป็นเวลา 10 ปี, กองทุนฟื้นฟูอาชีพและสวัสดิการแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และการจัดสร้างศูนย์อาชีวะเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อมคลองเตย เพื่อติดตามปัญหาการเจ็บป่วยและโรคจากการทำงานในผู้ป่วยที่ขาดโอกาสรักษา พยาบาลอย่างถูกต้อง โดยทั้งหมดทั้งมวลนี้ มีเพียงการชดเชยในส่วนแรกเท่านั้นที่ดำเนินการอย่างสมบูรณ์

5 พฤษภาคม 2555 ถังเก็บสารเคมีระเบิดที่มาบตาพุด

เหตุระเบิดที่โรงงานบริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ จำกัด (BST: บีเอสที) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเอสซีจีกรุ๊ป โดยแจ้งว่าถังเก็บสารโทลูอีนระเบิดตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2555 หลังเกิดเหตุ 40 นาที จึงมีเอสเอ็มเอสแจ้งประชาชน และข้อมูลที่เข้ามาในมือถือบอกแค่ว่ามีการระเบิด แต่ไม่มีข้อมูลเรื่องสารพิษหรืออะไรเลย มีผู้เสียชีวิต 12 ราย บาดเจ็บ 142 ราย
ทั้งนี้ BST เคยเกิดสารเคมีรั่วที่ท่าเรือจากการขนถ่ายสารเคมีมาส่งที่โรงงานในปี 2552 ขณะที่บริษัทอดิตยาฯ เคยเกิดสารคลอรีนรั่วมาแล้วในปี 2553 ซึ่งในครั้งนั้นทางศูนย์ประสานงานพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้น สุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้สรุปเหตุการณ์อุบัติภัยสารเคมีรั่วไหลของบริษัทอดิตยาฯ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2553 ทั้งนี้ได้มีข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงระบบรองรับอุบัติภัยสารเคมีที่มาบตาพุด และพื้นที่ใกล้เคียง

การใช้สารเคมีสังหารในสงครามโลกครั้งที่ 2

สงครามโลกครั้งที่สอง (World War 2) เป็นความขัดแย้งในวงกว้าง ครอบคลุมทุกทวีปและประเทศส่วนใหญ่ในโลก เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) และดำเนินไปจนกระทั่งสิ้นสุดในปี พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) อย่างที่ทราบกันว่าบุคคลที่มีบทบาทเป็นผู้นำทรงอำนาจของพรรคนาซีเยอรมัน คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้สร้างค่ายกักกันชาวยิวและสังหารชาวยิวด้วยการรมแก๊สพิษ เนื่องจากการสังหารแบบเดิมทีความล่าช้า โดยชาวยิวจะถูกต้อนให้เข้าไปอัดรวมกันอยู่ในห้องแคบๆ ก่อนจะถูกรมด้วยควันพิษจนตาย มีการนำแก๊สพิษหลากหลายชนิดมาใช้ในการสังหารครั้งนี้ เริ่มแรกนั้นมีการใช้ไซคลอนบี(เป็นสารไซยาไนต์แบบระเหยได้) จากนั้นจึงเปลี่ยนไปเป็นซารินที่ร้ายแรงกว่ามาก ซึ่งการสังหารจะใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 20 นาทีเท่านั้น Joann Kremer นายแพทย์ที่ทำงานอยู่ในค่ายกล่าวว่า เขาได้ยินเสียงตะโกนและกรีดร้องด้วยความทรมานดังออกมาจากข้างในห้องอย่าง ชัดเจน ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาแต่ละคนพยายามดิ้นรนสุดชีวิต เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไป และเมื่อแน่ใจว่าทุกคนตายหมดแล้วศพจะถูกขนออกมาและถูกงัดฟันทองออกจากปาก ก่อนจะถูกนำไปกลบฝัง มีการทำความสะอาดห้องและทาสีใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชาวยิวกลุ่มต่อไปอยู่ตลอดเวลา

ฝนเหลือง ในสงครามเวียดนาม

สหรัฐอเมริกาใช้ฝนเหลืองเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 42 ล้านลิตร ภายใต้แผนปฏิบัติการ "Operation Ranch Hand" ในสงครามเวียดนาม พ.ศ. 2504-2518 ผลกระทบจากไดออกซินหลังสงครามต่อระบบนิเวศ สภาพแวดล้อมและสุขภาพของคนยังปรากฎชัดเจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้เหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว 20 ปีเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่เกิดกับสุขภาพมนุษย์ยังคงมีให้เห็นในรุ่นลูก รุ่นหลานของชาวเวียดนามที่ได้รับหรือสัมผัสฝนเหลืองในช่วงสงคราม
ธนาคารโลกเคยจัดทำรายงานเกี่ยวกับกรณีเวียดนามและได้ประมาณขอบเขตพื้นที่และ ป่า ที่ได้รับความเสียหายจากฝนเหลืองว่า มีประมาณกว้างประมาณ 625,000 ไร่ ถึง 12,500,000 ไร่ โดยรายงานของธนาคารโลกระบุชัดเจนว่า การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ ความย่อยยับของความหลากหลายทางชีวภาพและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่ เกษตรกรรมเป็นผลมาจากปฏิบัติการฝนเหลืองของสหรัฐฯ
และด้วยเหตุที่เป็นสารเคมีที่ไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลายยากในธรรมชาติ เมื่อปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมแล้วจะสามารถเข้าไปสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร ได้ และนี่เป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้คนเวียดนามใต้ที่รับประทานอาหารที่มี สารปนเปื้อนอยู่ มีสารพิษตัวนี้สะสมอยู่ในร่างกาย และจากการทดลองจากตัวอย่างอาหารและสัตว์ป่าจากตลาดต่าง ๆ ทางภาคใต้ของเวียดนามระหว่างปี 2528-2530 ได้ผลยืนยันว่ามีสารเคมีสะสมในปริมาณสูง
นักวิทยาศาสตร์ทั้งชาวเวียดนามและชาวต่างชาติเคยทำการศึกษาทางระบาดวิทยา หลายครั้งด้วยกันเพื่อพิสูจน์ว่า การสัมผัสฝนเหลืองมีความเชื่อมโยงสำคัญกับโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคน เช่น ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับ เป็นโรคมะเร็งผิวหนังบางชนิด เช่น soft tissue sarcoma และ chonocarcinoma โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่ได้รับฝนเหลืองในช่วง สงคราม รวมทั้งทหารผ่านศึกจากเวียดนามเหนือที่ได้รับสารตัวนี้เข้าไป นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับฝนเหลืองหรือในครอบครัวของทหารผ่านศึกมี อัตราความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น ทำให้แท้งลูก ทารกตายในท้อง ทารกพิการแต่กำเนิด เป็นต้น สูงกว่าประชาชนในพื้นที่อื่น
จนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 สำนักข่าวเอพีรายงานจากเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ว่า ทีมผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐเริ่มทำการชะล้างสารอันตราย ไดออกซิน หรือ ฝนเหลือง ในเวียดนามอย่างเป็นทางการแล้ว ตามโครงการมูลค่า 43 ล้านดอลลาร์ ที่จะขจัดสารพิษที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวเวียดนามราว 3-4 ล้านคน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวเวียดนาม ที่ได้รับผลกระทบจากฝนเหลือง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

http://www.tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=1613