แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมืองชั่ว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักการเมืองชั่ว แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตีเหล็กตอนร้อน

12 ธันวาคม 2014
“ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร” คิดค้นเครื่องมือ และลงมือทำสำรวจ ออกแบบการวิจัย หลายสมัย หลายประเด็น บางส่วนมีดัชนีที่ดีขึ้น แต่ยังมียอดปิรามิด ที่กฏหมายเอื้อมไปไม่ถึง

ข้อเสนอตีเหล็กตอนร้อน ในวาระที่มีรัฐบาลมาจากอำนาจพิเศษ ควรออกกฏเหล็ก ใช้กฏหมายที่เป็นยาแรง มีฐานความผิด ที่ครอบคลุมถึงข้าราชการระดับสูงซึ่งร่ำรวยผิดปกติ แบบไม่มีที่มา-ที่ไปของทรัพย์สิน เหมือนกับกฏหมายการปราบคอร์รัปชันของเขตปกครองพิเศษเกาะฮ่องกง ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ในปี 2520

“กฎหมายแรงๆ ขนาดนี้ก็คงจะต้องมีกระบวนการ อาจจะต้องมีการศึกษาวิจัยให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้ง แล้วดูว่า หากจะมาปรับใช้ในเมืองไทยจะปรับอย่างไร เพราะว่าระบบกฎหมายวัฒนธรรมวิธีคิดของเราก็ไม่เหมือนกับที่ฮ่องกง แล้วมันก็มีความจำเป็นที่กฎหมายจะใช้ได้ผลนั้นต้องผ่านกระบวนการ ที่ให้ประชนได้รับรู้ แล้วก็ คือ มีการปรึษาหารือด้วยกันด้วยว่าเห็นด้วยไหม เพื่อที่จะให้มันออกมาประสบความสำเร็จ”

และไม่เพียงตำรวจเท่านั้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย แต่ครอบคลุมถึง ข้าราชการพลเรือนด้วย

อ่านเพิ่ม
http://thaipublica.org/2014/12/pasuk-phongpaichit-2/

กระแสเงินทุนผิดกฎหมาย ประเทศไทย อันดับ 7 : 35,560 ล้านดอลลาร์

โกลบอล ไฟแนนเชียล อินทิกริตี้
องค์กรเพื่อการต่อต้านการฟอกเงินและกระแสเงินทุนผิดกฎหมาย หรือ จีไอเอฟไอ เปิดเผยรายงานทิศทางกระแสเงินผิดกฎหมายที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลกประจำปี 2555 ระบุว่า มีเงินผิดกฎหมายไหลออกจากประ เทศกำลังพัฒนาถึง 9.9 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 5% จากปี 2554 และจากตัวเลขล่าสุดในปี 2555 ทำให้ยอดรวมเงินไหลออกจากชาติกำลังพัฒนาและกลุ่มตลาดเกิดใหม่รวม 151 ประเทศช่วงปี 2546-2555 รวมสูงถึง 6.6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ 215
ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยแล้วมีเงินไหลออกเพิ่มขึ้น 9.4% ในแต่ละปีในช่วง 10 ปีนี้ หรือสูงถึงเกือบสองเท่าของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงเดียวกัน เงินผิดกฎหมายที่ไหลออกปริมาณมากที่สุดมาจากชาติกำลังพัฒนารายใหญ่ เช่น บราซิล จีน อินเดีย และรัสเซีย

ทั้งนี้ 10 อันดับแรกที่มีเงินไหลออกมากที่สุดในปี 2555 มีดังนี้

1. จีน 2.5 แสนล้านดอลลาร์

2. รัสเซีย 1.2 แสนล้านดอลลาร์

3. อินเดีย 94,760 ล้านดอลลาร์

4. เม็กซิโก 59,660 ล้านดอลลาร์

5. มาเลเซีย 48,930 ล้านดอลลาร์

6. ซาอุดิอาระเบีย 46,530 ล้านดอลลาร์

7. ไทย 35,560 ล้านดอลลาร์

8. บราซิล 33,930 ล้านดอลลาร์

9. แอฟริกาใต้ 29,130 ล้านดอลลร์

10. คอสตาริก้า 21,550 ล้านดอลลาร์

สำหรับเงินที่ไหลออกส่วนใหญ่ที่สุดเป็นเงินที่เกิดจากการแจ้งมูลค่าส่งออกหรือนำเข้าไม่ตรงกับความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือโอนเงินไปซุกซ่อนนอกประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นเงินจากคอร์รัปชั่นและการฟอกเงิน จีเอฟไอเรียกร้องให้ประเทศต่างๆและสหประชาชาติเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อลดจำนวจคน
ยากจนและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ

.......................................................................
http://www.msn.com/th-th/news/international-friendlies/ไทย-ติดอันดับ-7-เงินผิดกฏหมายไหลออกนอกประเทศ/vi-BBgRbTT?refvid=BB8g60G

http://news.ch7.com/detail/100108/ไทยรั้งอันดับ_7_เงินผิดกฎหมายไหลออกนอกประเทศ.html

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/foreign/20131212/549340/唰怨荚础烈裸够眯喾取优学狙补亦驹枇⒅楣.html

เคยตัวกับการเอาเปรียบประชาชน

น้ำมันลง มันบ้ามาขอขึ้นราคา
........................

รถร่วมฯ ขู่หยุดวิ่งให้บริการ หากคมนาคมไม่อนุมัติขึ้นค่าโดยสาร
11 ธันวาคม 2557 19:41 น.
นายวิทยา เปรมจิตร์ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชน เปิดเผยว่า
ที่ผ่านมาเรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
และอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เพื่อขอปรับขึ้นค่าโดยสารมาโดยตลอด
โดยรถเมล์ร้อนขอเพิ่มค่าโดยสารจาก 8 บาท เป็น 10 บาท
ส่วนรถเมล์ปรับอากาศขอปรับขึ้นอีกระยะทางละ 2 บาท ทั้งนี้
ผู้ประกอบการคาดหวังว่าภายในกลางเดือนมกราคม 2558 รถเมล์ร่วม ขสมก.
จะได้ปรับขึ้นค่าโดยสารตามที่ได้มีการเรียกร้องไว้
แต่หากยังไม่ได้ปรับขึ้นค่าโดยสาร
ทางผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องหยุดให้บริการ เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000142608
.............................................

11 เดือนแท็กซี่ถูกร้องเรียน 31,183 รายส่วนใหญ่ปฏิเสธรับผู้โดยสาร

กรมการขนส่งทางบก พักใช้ใบอนุญาตขับรถสาธารณะของผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ
ที่กระทำผิดซ้้ำซากไปแล้ว 41 รายในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา
เผย11 เดือนของปีงบประมาณ 2557 มีประชาชนร้องเรียนการให้บริการรถแท็กซี่
ผ่าน 1584 กว่า 30,000 ราย ขณะที่ร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะตาม พ.ร.บ.ขนส่ง
กว่า 13,000 ราย
ได้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบปรับแล้วกว่าร้อยละ 80

นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า
ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้รับการร้องเรียนการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะที่
กระทำผิดในข้อหาเดิมซ้ำซากเป็นจำนวนมาก และ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2557
ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบก ได้เริ่มใช้มาตรการพักใช้
เพิกถอนใบอนุญาตขับรถสาธารณะที่กระทาผิดซ้ำซาก ได้แบ่งฐานความผิดออกเป็น 2
กลุ่ม คือ กลุ่มความผิดทั่วไป เช่น ไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร,
กิริยาวาจาไม่สุภาพ, ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร
และไม่ส่งผู้โดยสารตามสถานที่ที่ตกลงกัน หากพบการกระทำผิด ครั้งที่ 1
ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ครั้งที่ 2 ปรับ 1,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับรถ 7
วัน ครั้งที่ 3 ปรับ 1,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับรถ 15 วัน
หากกระทำผิดข้อหาเดียวกันเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงระยะเวลา 1
เดือนนับตั้งแต่วันที่กระทำความผิดครั้งแรกจะทำการปรับ 1,000 บาท
และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

สำหรับกลุ่มความผิดร้ายแรง ได้แก่
ผู้ขับรถยนต์สาธารณะหรือรถจักรยานยนต์สาธารณะเสพหรือเมาสุรา
หรือเสพยาเสพติดให้โทษ และเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท
รวมทั้งขับรถในขณะหย่อนความสามารถหรือกระทำความผิดทางอาญา
หากพบการกระทำผิดมีโทษตั้งแต่พักใช้จนถึงยกเลิกเพิกถอนใบอนุญาตทันทีนั้น
ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา(1 เมษายน- 16 กันยายน 2557) กรมการขนส่งทางบก
ได้พักใช้ใบอนุญาตผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ(แท็กซี่)ไปแล้วจำนวน 26
รายกรณีที่กระทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 และเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ จำนวน 1 ราย

นายอัฌษไธค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2557 นี้
(เดือนตุลาคม 2556-สิงหาคม 2557) กรมการขนส่งทางบก
ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนที่ใช้บริการรถแท็กซี่
ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 จำนวน 31,183 ราย
ความผิดส่วนใหญ่ ได้แก่การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร จำนวน 11,340 ราย
แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ จำนวน 4,304 ราย ขับรถประมาทน่าหวาดเสียว จำนวน
3,641 ราย ไม่ใช้มาตร ค่าโดยสาร จำนวน 2,217 ราย และ
พาผู้โดยสารไปตามเส้นทางที่อ้อมเกินควร จำนวน 1,534 ราย
ซึ่งความผิดทั้งหมดดังกล่าว มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาทซึ่ง
กรมการขนส่งทางบกได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบ
ปรับแล้ว จำนวน 24,436 ราย หรือ คิดเป็นร้อยละ 78.36
ที่เหลืออยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อเปรียบเทียบปรับต่อไป

สำหรับการร้องเรียนรถตามกฎหมายว่าด้วย การขนส่งทางบก มีจำนวน 13,676 ราย
ความผิดส่วนใหญ่ คือ ขับรถประมาทหวาดเสียว จานวน 4,622 ราย
ไม่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้ายรถประจำทาง จำนวน 2,178 ราย
แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ จำนวน 1,988 ราย ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมาย
จำนวน 677 ราย และ เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด จำนวน 527 ราย ทั้งนี้
กรมการขนส่งทางบกได้เรียกตัวผู้กระท้าผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบ
ปรับแล้ว 10,966ราย หรือ คิดเป็นร้อยละ 80.18
ที่เหลืออยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนความผิดเพื่อเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย
โดยการกระทำผิดดังกล่าว นอกจากผู้ขับรถถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว
กรมการขนส่งทางบกยังน้าข้อมูลมาพิจารณาในการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่ง

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=247559%3A-1131183&catid=176%3A2009-06-25-09-26-02&Itemid=524#.VJPz_VMGB
............................................

คาดได้ข้อสรุปขึ้นค่าโดยสารรถร่วม บขส. 23 ธ.ค.นี้

วันนี้ (18 ธ.ค.2557)
มีการประชุมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมกับผู้ประกอบการรถร่วมบริการ
บขส. ซึ่งนายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสาร ยืนยันค่าบริการคงเดิม
โดยอ้างว่าช่วงที่น้ำมันขึ้นผู้ประกอบการก็ไม่เคยได้ขึ้นราคาเช่นกัน

นางสุจินดา เชิดชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสาร
เป็นตัวแทนเข้าหารือกับกระทรวงคมนาคมในวันนี้ (18 ธ.ค.2557)
หลังจากรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมรับทราบปัญหาของผู้ประกอบการ
ที่ต้องแบกรับต้นทุนจากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
และได้รับผลกระทบจากการแย่งผู้โดยสารของสายการบินต้นทุนต่ำ
หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ที่ลดราคาจนเท่าราคาตั๋วรถ บขส.

โดยนางสุจินดา ยืนยันว่า ยังไม่ปรับขึ้นค่าโดยสาร
แต่ต้องการให้กระทรวงคมนาคมช่วยเหลือในเรื่องต้นทุนของผู้ประกอบการรถร่วม
บริการ บขส. ด้วย โดยเฉพาะการขอลดค่าเที่ยววิ่ง ลดค่าประกันภัย
และยกเว้นค่าปรับกรณีมีการยุบรวมเที่ยววิ่ง

หลังจากนี้ผู้ประกอบการรถโดยสารต้องนำส่งข้อมูลต้นทุน
และการดำเนินการกับกรมการขนส่งทางบก และในวันที่ 23 ธ.ค.2557
กระทรวงคมนาคมคาดว่าจะได้ข้อสรุปในการปรับขึ้นค่าโดยสา

http://news.thaipbs.or.th/content/คาดได้ข้อสรุปขึ้นค่าโดยสารรถร่วม-บขส-23-ธคนี้

ใช่เวลาเป็นเครื่องมือ

วันนี้ (18 ธ.ค.) ที่รัฐสภา การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานในการประชุม โดยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ด้วยประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหนังสือมาถึงสภา 2 ฉบับ 1. รายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีขอให้ถอดถอนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง ออกจากตำแหน่ง ซึ่งคำร้องระบุว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติตามเสียงข้างมากกว่า ยังฟังไม่ได้ว่า นายกิตติรัตน์ ได้จงใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อพ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 อันเป็นเหตุถอดถอนออกจากตำแหน่ง และการกระทำของนายกิตติรัตน์ ฟังไม่ได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ข้อกล่าวหาจึงตกไป

และ 2. กรณีขอให้ถอดถอน ส.ส.ที่ร่วมลงคะแนนเห็นชอบในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผู้ซึ่งกระทำผิดเนื่องในการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ.... วาระที่ 3 จำนวน 310 คนออกจากตำแหน่ง คำร้องระบุว่ามีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ป.ป.ช.พิจารณาคำร้องดังกล่าวแล้วเห็นว่าเป็นคำร้องขอให้ถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่ง มีพฤติการณ์ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพียงประการเดียว ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลงแล้วจึงไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เป็นมูลฐานของการพิจารณาซึ่งจะนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งของกระบวนการ ป.ป.ช.จึงไม่มีเหตุที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงคำร้องขอให้ถอดถอนต่อไป ที่ประชุมจึงมีมติให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ

http://www.fahwonmai.tv/politics/1212793

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ความปรองดอง


ความปรองดอง
คนไทยโดยพิ้นฐานนั้นนะปรองดองกันดีอยู่แล้ว แต่ไอ้พวกที่ชอบสร้างวาทกรรมสามานต์ เอาแต่ประโยชน์ตนนั้นนะที่มันไม่ชอบความปรองดองของคนไทย เพราะจะทำให้มันเสียผลประโยชน์ ทำให้มันเสียพลพรรค และหาความเป็นใหญ่ไม่ได้ ผมไม่เคยเห็นคนไทยที่จะขัดแย้งกันจริงๆจังๆสักที ก็มีแต่ไอ้พวกบ้าพวกนี้กับพวกนักการเมืองที่ฉ้อฉล หาความจริงใจไม่ได้เท่านั้นที่ขึ้นมาสร้างความขัดแย้งให้สังคม ถ้าไอ้พวกนี้หมดสิ้นไปเมื่อไร ประเทศไทยจะสูงขึ้นอีกเยอะ จริงๆ
...................................................
“ สังคมไทยมีความขัดแย้งอย่างสูง และความเห็นที่แตกต่างกันหากเป็นเช่นนั้นการสร้างความปรองดองไม่มีทางเกิดได้ ดังนั้นหากจะเดินไปข้างหน้าได้ต้องคุยกันก่อน โดยผมยึดแนวทางปรองดองด้วยการให้อภัย ลืมอดีต เพื่อนำไปสู่อนาคตของประเทศ หากอยากเห็นการปรองดองชาติ ต้องปลูกฝังด้านชาตินิยมร่วมกัน โดยคำนึงถึงความพอใจของคนทั้งชาติ ” พล.อ.สนธิ กล่าว
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20140819/599651/พล.อ.สนธิชี้คสช.ทำปรองดองไม่สำเร็จ.html?utm_medium=twitter&utm_source=twitterfeed